แม่ค้าออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม ความเข้าใจผิดที่ทำให้หลายคนโดนเรียกย้อนหลัง
รายได้ขายของออนไลน์เป็นเงินได้ 40(8) ต้องยื่นภาษีแม้ไม่ถึง 1.8 ล้าน ซึ่งเป็นเกณฑ์ VAT เท่านั้น อธิบายการหักค่าใช้จ่าย กฎ e-Payment และข้อมูลที่แพลตฟอร์มส่งสรรพากร
“ขายออนไลน์เล็กๆ ยังไม่ถึงล้าน ไม่ต้องยุ่งกับภาษีหรอก” ประโยคนี้เราได้ยินบ่อยมากในกลุ่มแม่ค้า และหลายคนเชื่อแบบนั้นมาหลายปี จนวันหนึ่งได้จดหมายจากสรรพากรให้ไปชี้แจงรายได้ย้อนหลัง พร้อมเงินเพิ่มที่สะสมมาทุกเดือน
บทความนี้ไม่ได้เขียนมาให้กลัวนะคะ เพราะความจริงคือ แม่ค้าออนไลน์รายเล็กหลายคน ยื่นแล้วไม่ต้องจ่ายภาษีเลยสักบาท ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ต้องจ่ายเยอะ แต่อยู่ที่ ไม่ได้ยื่น เราจะแยกให้ชัดว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความเข้าใจผิด
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีเฉพาะบุคคล กฎและตัวเลขอาจเปลี่ยนได้ กรณีของแต่ละคนต่างกัน ก่อนตัดสินใจควรเช็กกับกรมสรรพากร (โทร 1161) สรรพากรพื้นที่ หรือนักบัญชีค่ะ
ขายของออนไลน์ ต้องเสียภาษีจริงไหม
คำตอบสั้นๆ: ต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาค่ะ รายได้จากการขายของออนไลน์เป็นเงินได้ประเภทที่ 8 หรือมาตรา 40(8) ส่วนจะต้องจ่ายเงินจริงหรือไม่ ขึ้นกับรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
แยกคำว่า “ยื่น” กับ “จ่าย” ออกจากกันก่อนนะคะ
- ยื่นแบบ คือการแจ้งสรรพากรว่าปีนี้เรามีรายได้เท่าไหร่ ทำเมื่อรายได้เกินเกณฑ์ คือคนโสดเกิน 60,000 บาทต่อปี หรือสามีภรรยารวมกันเกิน 120,000 บาท
- จ่ายภาษี เกิดขึ้นเมื่อรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนเกิน 150,000 บาท เพราะรายได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น
แม่ค้าออนไลน์ต้องยื่นปีละ 2 ครั้ง
| แบบ | ยื่นเมื่อไหร่ | สำหรับรายได้ช่วงไหน |
|---|---|---|
| ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) | กรกฎาคม ถึง กันยายน | มกราคม ถึง มิถุนายน ของปีนั้น |
| ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) | มกราคม ถึง มีนาคม ของปีถัดไป | ทั้งปี (นำภาษีที่จ่ายตอนครึ่งปีมาหักได้) |
ถ้ายื่นออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรหรือแอป D-MyTax จะได้เวลาเพิ่มอีก 8 วัน
1.8 ล้านบาท คือเส้นอะไรกันแน่
คำตอบสั้นๆ: 1.8 ล้านบาทต่อปีคือเกณฑ์ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไม่ใช่เส้นแบ่งว่าต้องเสียภาษีเงินได้หรือไม่ นี่คือความเข้าใจผิดอันดับหนึ่งค่ะ
| เรื่อง | ใช้กับใคร |
|---|---|
| ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา | ทุกคนที่มีรายได้เกินเกณฑ์ยื่นแบบ ไม่ว่าจะขายได้ 1 แสนหรือ 1 ล้าน |
| จดทะเบียน VAT | เมื่อรายรับจากการขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับเกิน |
ถ้ายอดขายเริ่มใกล้ 1.8 ล้าน ควรคุยกับนักบัญชีล่วงหน้า เพราะเมื่อจด VAT แล้ว จะมีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีและยื่นแบบทุกเดือนตามมาค่ะ
หักค่าใช้จ่ายได้แบบไหนบ้าง
คำตอบสั้นๆ: เงินได้จากการขายสินค้าตามมาตรา 40(8) เลือกได้ 2 แบบ คือหักเหมา 60% โดยไม่ต้องมีหลักฐาน หรือหักตามจริงซึ่งต้องมีหลักฐานค่าใช้จ่ายครบ
- หักเหมา 60% ง่ายที่สุด เหมาะกับร้านที่ต้นทุนจริงไม่ถึง 60% ของยอดขาย หรือไม่ได้เก็บใบเสร็จไว้ครบ
- หักตามจริง เหมาะกับร้านที่ต้นทุนสูงกว่า 60% เช่น ซื้อมาขายไปกำไรบาง แต่ต้องเก็บหลักฐาน เช่น ใบเสร็จค่าสินค้า ค่าส่ง ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าโฆษณา
ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้ประกอบการบุคคลธรรมดาจัดทำ รายงานเงินสดรับจ่าย และเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี เปิดบัญชีธนาคารแยกของร้านตั้งแต่วันแรก จะช่วยได้มากค่ะ
ถ้าเป็นงานบริการ เช่น ฟรีแลนซ์ออกแบบ แปลงาน หรือรับจ้างทำคลิป ประเภทเงินได้และอัตราหักค่าใช้จ่ายอาจต่างจากการขายของ ควรเช็กกับสรรพากรหรือนักบัญชีเป็นกรณีไป
ลองคิดเลขจริง ขายได้เท่านี้ ต้องจ่ายเท่าไหร่
คำตอบสั้นๆ: แม่ค้าที่ขายได้ปีละไม่กี่แสนบาทและหักเหมา 60% หลายคนไม่ต้องจ่ายภาษีเลย แต่ยังต้องยื่นแบบ
ตัวอย่างนี้เป็นการคำนวณแบบง่าย สมมติว่าเป็นคนโสด มีแค่รายได้จากการขายของ และใช้แค่ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท (ชีวิตจริงอาจมีค่าลดหย่อนอื่น เช่น บุตร ประกันสังคม ซึ่งจะทำให้ภาษีน้อยลงอีก)
| ขายได้ปีละ 300,000 บาท | ขายได้ปีละ 1,000,000 บาท | |
|---|---|---|
| หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% | 180,000 | 600,000 |
| หักค่าลดหย่อนส่วนตัว | 60,000 | 60,000 |
| เงินได้สุทธิ | 60,000 | 340,000 |
| ภาษีตามอัตราก้าวหน้า | 0 บาท (ไม่เกิน 150,000) | ประมาณ 11,500 บาท |
การคำนวณช่องขวา: 150,000 บาทแรกยกเว้น ส่วน 150,001 ถึง 300,000 เสีย 5% เท่ากับ 7,500 บาท และส่วน 300,001 ถึง 340,000 เสีย 10% เท่ากับ 4,000 บาท
นอกจากนี้ผู้มีเงินได้ประเภทที่ 2 ถึง 8 รวมกันตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป ต้องคำนวณอีกวิธีด้วย คือ เงินได้ × 0.5% แล้วเสียตามวิธีที่ได้ภาษีมากกว่า แต่ถ้าวิธีนี้คำนวณได้ไม่เกิน 5,000 บาท ได้รับยกเว้น ในทั้งสองตัวอย่างข้างบน วิธีนี้ได้ไม่เกิน 5,000 บาท จึงใช้ผลจากอัตราก้าวหน้าค่ะ
ทำไมหลายคนถึงโดนเรียกย้อนหลัง
คำตอบสั้นๆ: เพราะทุกวันนี้สรรพากรมีข้อมูลรายได้จากหลายทาง ทั้งธนาคารและแพลตฟอร์มขายของ ถ้าเราไม่ยื่นเอง ตัวเลขก็ยังไปถึงสรรพากรอยู่ดี
1. กฎ e-Payment (ข้อมูลจากธนาคาร)
ธนาคารและผู้ให้บริการชำระเงินต้องส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร เมื่อบัญชีของเรามีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ในรอบปีปฏิทิน
- ฝากหรือรับโอนเงิน ตั้งแต่ 3,000 ครั้ง ขึ้นไป ไม่ว่ายอดเงินเท่าไหร่ หรือ
- ฝากหรือรับโอนเงิน ตั้งแต่ 400 ครั้ง และยอดรวมตั้งแต่ 2,000,000 บาท ขึ้นไป
การนับรวมทุกบัญชีของเราในสถาบันการเงินแห่งนั้น ข้อมูลที่ส่งคือชื่อ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลขบัญชี จำนวนครั้ง และยอดรวมทั้งปี ส่งครั้งแรกในปี 2563 และส่งทุกปีหลังจากนั้น
สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ กฎนี้ไม่ใช่ภาษีใหม่ กรมสรรพากรอธิบายว่าเป็นการเก็บข้อมูลเพื่อใช้ร่วมกับข้อมูลอื่นในการวิเคราะห์ความเสี่ยง ถ้ายื่นภาษีถูกต้องอยู่แล้ว ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล และการเปิดหลายบัญชีหลายธนาคารเพื่อเลี่ยงเกณฑ์ ไม่ได้ทำให้รายได้หายไปจากหน้าที่ยื่นภาษีค่ะ
2. ข้อมูลจากแพลตฟอร์มขายของ
ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดให้อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์มมีบัญชีพิเศษ แพลตฟอร์มที่จดทะเบียนในประเทศไทยและมีรายได้เกิน 1,000 ล้านบาทต่อรอบบัญชี ต้องจัดทำบัญชีพิเศษแสดงรายได้ของผู้ขายในแพลตฟอร์ม และส่งให้กรมสรรพากรภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี เริ่มตั้งแต่รอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2567 แปลว่าข้อมูลยอดขายปี 2567 เป็นต้นมาของร้านบนแพลตฟอร์มใหญ่ ถูกส่งถึงสรรพากรแล้ว
3. สิ่งที่เปลี่ยนในปี 2568
ตั้งแต่ปี 2568 กรมสรรพากรออกข่าวชวนผู้ค้าออนไลน์ ไรเดอร์ ยูทูบเบอร์ และอินฟลูเอนเซอร์ ให้ยื่นแบบผ่านระบบ D-MyTax ซึ่งมีระบบดึงข้อมูลรายได้มาเติมให้ (Prefill) และย้ำว่าผู้ที่ยื่นไม่ครบหรือยื่นช้าจะมีเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน และอาจมีเบี้ยปรับ นอกจากนี้ ตั้งแต่กลางปี 2568 แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์รายใหญ่ต้องตรวจสอบและเก็บข้อมูลผู้ขายก่อนให้ขายหรือโฆษณาสินค้า ตามกฎหมายแพลตฟอร์มดิจิทัลของ สพธอ. (ETDA) ซึ่งเป็นเรื่องคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ใช่ภาษีโดยตรง แต่ทำให้ร้านที่ไม่มีตัวตนชัดเจนขายยากขึ้นค่ะ
ถ้ายังไม่เคยยื่นเลย ควรทำอย่างไร
คำตอบสั้นๆ: ยื่นให้ถูกต้องด้วยตัวเองให้เร็วที่สุด ดีกว่ารอให้สรรพากรติดต่อมา เพราะเงินเพิ่มคิดเป็นรายเดือนและสะสมไปเรื่อยๆ
- รวบรวมยอดขาย จากแพลตฟอร์มและบัญชีธนาคารของปีที่ยังไม่ได้ยื่น
- เลือกวิธีหักค่าใช้จ่าย เหมา 60% หรือตามจริงถ้ามีหลักฐานครบ
- ปรึกษาสรรพากรพื้นที่หรือนักบัญชี ก่อนยื่นย้อนหลัง โดยเฉพาะถ้ายอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทในปีใดปีหนึ่ง เพราะอาจมีเรื่อง VAT เกี่ยวข้อง
- ตั้งระบบใหม่ปีนี้ แยกบัญชีร้าน จดรายรับรายจ่ายทุกเดือน ตั้งเตือนในปฏิทินเดือนกันยายน (ภ.ง.ด.94) และมีนาคม (ภ.ง.ด.90)
ระวังมิจฉาชีพด้วยนะคะ กรมสรรพากรประกาศชัดว่าไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ติดต่อทาง LINE หรือส่งลิงก์ให้ดาวน์โหลดแอป ถ้าได้รับข้อความแบบนั้น อย่ากดลิงก์ และโทรเช็กที่ 1161
เรื่องที่ควรทำคู่กับภาษี
คำตอบสั้นๆ: ร้านออนไลน์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วันหลังเริ่มขายด้วย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับภาษี และทำได้ในวันเดียว
- อ่านขั้นตอนได้ที่ ขายของออนไลน์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม
- ถ้ากำลังเลือกว่าจะทำอะไร ดู ไอเดียธุรกิจทำที่บ้านตามเวลาที่มีจริง หรือลอง Income Finder
- ภาพรวมทั้งหมดอยู่ใน คู่มือเริ่มธุรกิจไปพร้อมเลี้ยงลูก
ภาษีไม่ใช่เรื่องน่ากลัวถ้าเราทำตั้งแต่แรกค่ะ ยื่นให้ถูก เก็บตัวเลขให้ดี แล้วเราจะนอนหลับสบายขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง ในขณะที่ลูกยังปลุกเราตอนตีสามเหมือนเดิม
คำถามที่แม่ๆ ถามบ่อย
01แม่ค้าออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม
ต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเมื่อรายได้เกินเกณฑ์ (คนโสดเกิน 60,000 บาทต่อปี) ส่วนจะต้องจ่ายภาษีจริงหรือไม่ ขึ้นกับรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ถ้าไม่เกิน 150,000 บาทได้รับยกเว้น
02ขายของไม่ถึง 1.8 ล้าน ต้องเสียภาษีไหม
1.8 ล้านบาทต่อปีคือเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไม่ใช่เกณฑ์ภาษีเงินได้ รายได้ที่ต่ำกว่านั้นยังต้องนำไปยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ
03ขายของออนไลน์ หักค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่
เงินได้จากการขายสินค้าตามมาตรา 40(8) เลือกหักแบบเหมา 60% โดยไม่ต้องใช้หลักฐาน หรือหักตามจริงซึ่งต้องมีหลักฐานค่าใช้จ่ายครบ เช่น ใบเสร็จค่าสินค้า ค่าส่ง ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม
04เงินเข้าบัญชีเกิน 400 ครั้ง โดนภาษีไหม
ไม่ได้แปลว่าต้องเสียภาษีเพิ่มค่ะ กฎ e-Payment แค่ให้ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร เมื่อมีการฝากหรือรับโอนตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือตั้งแต่ 400 ครั้งและยอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาท ถ้ายื่นภาษีถูกต้องอยู่แล้วก็ไม่มีอะไรต้องกังวล
05Shopee Lazada ส่งข้อมูลรายได้ร้านค้าให้สรรพากรไหม
ส่งค่ะ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร แพลตฟอร์มที่จดทะเบียนในไทยและมีรายได้เกิน 1,000 ล้านบาทต่อรอบบัญชี ต้องจัดทำบัญชีพิเศษและส่งข้อมูลรายได้ของผู้ขายให้กรมสรรพากร เริ่มจากรอบบัญชีที่เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2567
06ไม่ได้ยื่นภาษีมาหลายปี ควรทำอย่างไร
ควรยื่นแบบย้อนหลังด้วยตัวเองให้เร็วที่สุด และปรึกษาสรรพากรพื้นที่หรือนักบัญชี การยื่นช้ามีเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ และอาจมีเบี้ยปรับ ยิ่งรอนานยิ่งสะสม
07ยื่นภาษีแม่ค้าออนไลน์ยื่นที่ไหน
ยื่นออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรหรือแอป D-MyTax ได้ และได้เวลาเพิ่มอีก 8 วันจากกำหนดยื่นแบบกระดาษ ถ้ามีคำถามโทรศูนย์สารนิเทศสรรพากร 1161
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมสรรพากร: คู่มือภาษีบุคคลธรรมดาสำหรับผู้ประกอบการ e-Commerce
- กรมสรรพากร: คู่มือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน อัตราภาษี)
- กรมสรรพากร: Q&A การให้สถาบันการเงินรายงานข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเฉพาะ (e-Payment)
- กรมสรรพากร: อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์มนำส่งบัญชีพิเศษ
- กรมสรรพากร: ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ประกอบการ (เกณฑ์ 1.8 ล้านบาท)