mamapreneur

Biz · Mamapreneurตอบให้ชัดอ่าน 12 นาที

แม่ค้าออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม ความเข้าใจผิดที่ทำให้หลายคนโดนเรียกย้อนหลัง

รายได้ขายของออนไลน์เป็นเงินได้ 40(8) ต้องยื่นภาษีแม้ไม่ถึง 1.8 ล้าน ซึ่งเป็นเกณฑ์ VAT เท่านั้น อธิบายการหักค่าใช้จ่าย กฎ e-Payment และข้อมูลที่แพลตฟอร์มส่งสรรพากร

“ขายออนไลน์เล็กๆ ยังไม่ถึงล้าน ไม่ต้องยุ่งกับภาษีหรอก” ประโยคนี้เราได้ยินบ่อยมากในกลุ่มแม่ค้า และหลายคนเชื่อแบบนั้นมาหลายปี จนวันหนึ่งได้จดหมายจากสรรพากรให้ไปชี้แจงรายได้ย้อนหลัง พร้อมเงินเพิ่มที่สะสมมาทุกเดือน

บทความนี้ไม่ได้เขียนมาให้กลัวนะคะ เพราะความจริงคือ แม่ค้าออนไลน์รายเล็กหลายคน ยื่นแล้วไม่ต้องจ่ายภาษีเลยสักบาท ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ต้องจ่ายเยอะ แต่อยู่ที่ ไม่ได้ยื่น เราจะแยกให้ชัดว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความเข้าใจผิด

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีเฉพาะบุคคล กฎและตัวเลขอาจเปลี่ยนได้ กรณีของแต่ละคนต่างกัน ก่อนตัดสินใจควรเช็กกับกรมสรรพากร (โทร 1161) สรรพากรพื้นที่ หรือนักบัญชีค่ะ

ขายของออนไลน์ ต้องเสียภาษีจริงไหม

คำตอบสั้นๆ: ต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาค่ะ รายได้จากการขายของออนไลน์เป็นเงินได้ประเภทที่ 8 หรือมาตรา 40(8) ส่วนจะต้องจ่ายเงินจริงหรือไม่ ขึ้นกับรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน

แยกคำว่า “ยื่น” กับ “จ่าย” ออกจากกันก่อนนะคะ

  • ยื่นแบบ คือการแจ้งสรรพากรว่าปีนี้เรามีรายได้เท่าไหร่ ทำเมื่อรายได้เกินเกณฑ์ คือคนโสดเกิน 60,000 บาทต่อปี หรือสามีภรรยารวมกันเกิน 120,000 บาท
  • จ่ายภาษี เกิดขึ้นเมื่อรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนเกิน 150,000 บาท เพราะรายได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น

แม่ค้าออนไลน์ต้องยื่นปีละ 2 ครั้ง

แบบยื่นเมื่อไหร่สำหรับรายได้ช่วงไหน
ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี)กรกฎาคม ถึง กันยายนมกราคม ถึง มิถุนายน ของปีนั้น
ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี)มกราคม ถึง มีนาคม ของปีถัดไปทั้งปี (นำภาษีที่จ่ายตอนครึ่งปีมาหักได้)

ถ้ายื่นออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรหรือแอป D-MyTax จะได้เวลาเพิ่มอีก 8 วัน

1.8 ล้านบาท คือเส้นอะไรกันแน่

คำตอบสั้นๆ: 1.8 ล้านบาทต่อปีคือเกณฑ์ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไม่ใช่เส้นแบ่งว่าต้องเสียภาษีเงินได้หรือไม่ นี่คือความเข้าใจผิดอันดับหนึ่งค่ะ

เรื่องใช้กับใคร
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกคนที่มีรายได้เกินเกณฑ์ยื่นแบบ ไม่ว่าจะขายได้ 1 แสนหรือ 1 ล้าน
จดทะเบียน VATเมื่อรายรับจากการขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับเกิน

ถ้ายอดขายเริ่มใกล้ 1.8 ล้าน ควรคุยกับนักบัญชีล่วงหน้า เพราะเมื่อจด VAT แล้ว จะมีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีและยื่นแบบทุกเดือนตามมาค่ะ

หักค่าใช้จ่ายได้แบบไหนบ้าง

คำตอบสั้นๆ: เงินได้จากการขายสินค้าตามมาตรา 40(8) เลือกได้ 2 แบบ คือหักเหมา 60% โดยไม่ต้องมีหลักฐาน หรือหักตามจริงซึ่งต้องมีหลักฐานค่าใช้จ่ายครบ

  • หักเหมา 60% ง่ายที่สุด เหมาะกับร้านที่ต้นทุนจริงไม่ถึง 60% ของยอดขาย หรือไม่ได้เก็บใบเสร็จไว้ครบ
  • หักตามจริง เหมาะกับร้านที่ต้นทุนสูงกว่า 60% เช่น ซื้อมาขายไปกำไรบาง แต่ต้องเก็บหลักฐาน เช่น ใบเสร็จค่าสินค้า ค่าส่ง ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าโฆษณา

ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้ประกอบการบุคคลธรรมดาจัดทำ รายงานเงินสดรับจ่าย และเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี เปิดบัญชีธนาคารแยกของร้านตั้งแต่วันแรก จะช่วยได้มากค่ะ

ถ้าเป็นงานบริการ เช่น ฟรีแลนซ์ออกแบบ แปลงาน หรือรับจ้างทำคลิป ประเภทเงินได้และอัตราหักค่าใช้จ่ายอาจต่างจากการขายของ ควรเช็กกับสรรพากรหรือนักบัญชีเป็นกรณีไป

ลองคิดเลขจริง ขายได้เท่านี้ ต้องจ่ายเท่าไหร่

คำตอบสั้นๆ: แม่ค้าที่ขายได้ปีละไม่กี่แสนบาทและหักเหมา 60% หลายคนไม่ต้องจ่ายภาษีเลย แต่ยังต้องยื่นแบบ

ตัวอย่างนี้เป็นการคำนวณแบบง่าย สมมติว่าเป็นคนโสด มีแค่รายได้จากการขายของ และใช้แค่ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท (ชีวิตจริงอาจมีค่าลดหย่อนอื่น เช่น บุตร ประกันสังคม ซึ่งจะทำให้ภาษีน้อยลงอีก)

ขายได้ปีละ 300,000 บาทขายได้ปีละ 1,000,000 บาท
หักค่าใช้จ่ายเหมา 60%180,000600,000
หักค่าลดหย่อนส่วนตัว60,00060,000
เงินได้สุทธิ60,000340,000
ภาษีตามอัตราก้าวหน้า0 บาท (ไม่เกิน 150,000)ประมาณ 11,500 บาท

การคำนวณช่องขวา: 150,000 บาทแรกยกเว้น ส่วน 150,001 ถึง 300,000 เสีย 5% เท่ากับ 7,500 บาท และส่วน 300,001 ถึง 340,000 เสีย 10% เท่ากับ 4,000 บาท

นอกจากนี้ผู้มีเงินได้ประเภทที่ 2 ถึง 8 รวมกันตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป ต้องคำนวณอีกวิธีด้วย คือ เงินได้ × 0.5% แล้วเสียตามวิธีที่ได้ภาษีมากกว่า แต่ถ้าวิธีนี้คำนวณได้ไม่เกิน 5,000 บาท ได้รับยกเว้น ในทั้งสองตัวอย่างข้างบน วิธีนี้ได้ไม่เกิน 5,000 บาท จึงใช้ผลจากอัตราก้าวหน้าค่ะ

ทำไมหลายคนถึงโดนเรียกย้อนหลัง

คำตอบสั้นๆ: เพราะทุกวันนี้สรรพากรมีข้อมูลรายได้จากหลายทาง ทั้งธนาคารและแพลตฟอร์มขายของ ถ้าเราไม่ยื่นเอง ตัวเลขก็ยังไปถึงสรรพากรอยู่ดี

1. กฎ e-Payment (ข้อมูลจากธนาคาร)

ธนาคารและผู้ให้บริการชำระเงินต้องส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร เมื่อบัญชีของเรามีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ในรอบปีปฏิทิน

  • ฝากหรือรับโอนเงิน ตั้งแต่ 3,000 ครั้ง ขึ้นไป ไม่ว่ายอดเงินเท่าไหร่ หรือ
  • ฝากหรือรับโอนเงิน ตั้งแต่ 400 ครั้ง และยอดรวมตั้งแต่ 2,000,000 บาท ขึ้นไป

การนับรวมทุกบัญชีของเราในสถาบันการเงินแห่งนั้น ข้อมูลที่ส่งคือชื่อ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลขบัญชี จำนวนครั้ง และยอดรวมทั้งปี ส่งครั้งแรกในปี 2563 และส่งทุกปีหลังจากนั้น

สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ กฎนี้ไม่ใช่ภาษีใหม่ กรมสรรพากรอธิบายว่าเป็นการเก็บข้อมูลเพื่อใช้ร่วมกับข้อมูลอื่นในการวิเคราะห์ความเสี่ยง ถ้ายื่นภาษีถูกต้องอยู่แล้ว ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล และการเปิดหลายบัญชีหลายธนาคารเพื่อเลี่ยงเกณฑ์ ไม่ได้ทำให้รายได้หายไปจากหน้าที่ยื่นภาษีค่ะ

2. ข้อมูลจากแพลตฟอร์มขายของ

ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดให้อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์มมีบัญชีพิเศษ แพลตฟอร์มที่จดทะเบียนในประเทศไทยและมีรายได้เกิน 1,000 ล้านบาทต่อรอบบัญชี ต้องจัดทำบัญชีพิเศษแสดงรายได้ของผู้ขายในแพลตฟอร์ม และส่งให้กรมสรรพากรภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี เริ่มตั้งแต่รอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2567 แปลว่าข้อมูลยอดขายปี 2567 เป็นต้นมาของร้านบนแพลตฟอร์มใหญ่ ถูกส่งถึงสรรพากรแล้ว

3. สิ่งที่เปลี่ยนในปี 2568

ตั้งแต่ปี 2568 กรมสรรพากรออกข่าวชวนผู้ค้าออนไลน์ ไรเดอร์ ยูทูบเบอร์ และอินฟลูเอนเซอร์ ให้ยื่นแบบผ่านระบบ D-MyTax ซึ่งมีระบบดึงข้อมูลรายได้มาเติมให้ (Prefill) และย้ำว่าผู้ที่ยื่นไม่ครบหรือยื่นช้าจะมีเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน และอาจมีเบี้ยปรับ นอกจากนี้ ตั้งแต่กลางปี 2568 แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์รายใหญ่ต้องตรวจสอบและเก็บข้อมูลผู้ขายก่อนให้ขายหรือโฆษณาสินค้า ตามกฎหมายแพลตฟอร์มดิจิทัลของ สพธอ. (ETDA) ซึ่งเป็นเรื่องคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ใช่ภาษีโดยตรง แต่ทำให้ร้านที่ไม่มีตัวตนชัดเจนขายยากขึ้นค่ะ

ถ้ายังไม่เคยยื่นเลย ควรทำอย่างไร

คำตอบสั้นๆ: ยื่นให้ถูกต้องด้วยตัวเองให้เร็วที่สุด ดีกว่ารอให้สรรพากรติดต่อมา เพราะเงินเพิ่มคิดเป็นรายเดือนและสะสมไปเรื่อยๆ

  1. รวบรวมยอดขาย จากแพลตฟอร์มและบัญชีธนาคารของปีที่ยังไม่ได้ยื่น
  2. เลือกวิธีหักค่าใช้จ่าย เหมา 60% หรือตามจริงถ้ามีหลักฐานครบ
  3. ปรึกษาสรรพากรพื้นที่หรือนักบัญชี ก่อนยื่นย้อนหลัง โดยเฉพาะถ้ายอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทในปีใดปีหนึ่ง เพราะอาจมีเรื่อง VAT เกี่ยวข้อง
  4. ตั้งระบบใหม่ปีนี้ แยกบัญชีร้าน จดรายรับรายจ่ายทุกเดือน ตั้งเตือนในปฏิทินเดือนกันยายน (ภ.ง.ด.94) และมีนาคม (ภ.ง.ด.90)

ระวังมิจฉาชีพด้วยนะคะ กรมสรรพากรประกาศชัดว่าไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ติดต่อทาง LINE หรือส่งลิงก์ให้ดาวน์โหลดแอป ถ้าได้รับข้อความแบบนั้น อย่ากดลิงก์ และโทรเช็กที่ 1161

เรื่องที่ควรทำคู่กับภาษี

คำตอบสั้นๆ: ร้านออนไลน์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วันหลังเริ่มขายด้วย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับภาษี และทำได้ในวันเดียว

ภาษีไม่ใช่เรื่องน่ากลัวถ้าเราทำตั้งแต่แรกค่ะ ยื่นให้ถูก เก็บตัวเลขให้ดี แล้วเราจะนอนหลับสบายขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง ในขณะที่ลูกยังปลุกเราตอนตีสามเหมือนเดิม

FAQ

คำถามที่แม่ๆ ถามบ่อย

  1. 01แม่ค้าออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม

    ต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเมื่อรายได้เกินเกณฑ์ (คนโสดเกิน 60,000 บาทต่อปี) ส่วนจะต้องจ่ายภาษีจริงหรือไม่ ขึ้นกับรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ถ้าไม่เกิน 150,000 บาทได้รับยกเว้น

  2. 02ขายของไม่ถึง 1.8 ล้าน ต้องเสียภาษีไหม

    1.8 ล้านบาทต่อปีคือเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไม่ใช่เกณฑ์ภาษีเงินได้ รายได้ที่ต่ำกว่านั้นยังต้องนำไปยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ

  3. 03ขายของออนไลน์ หักค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่

    เงินได้จากการขายสินค้าตามมาตรา 40(8) เลือกหักแบบเหมา 60% โดยไม่ต้องใช้หลักฐาน หรือหักตามจริงซึ่งต้องมีหลักฐานค่าใช้จ่ายครบ เช่น ใบเสร็จค่าสินค้า ค่าส่ง ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม

  4. 04เงินเข้าบัญชีเกิน 400 ครั้ง โดนภาษีไหม

    ไม่ได้แปลว่าต้องเสียภาษีเพิ่มค่ะ กฎ e-Payment แค่ให้ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร เมื่อมีการฝากหรือรับโอนตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือตั้งแต่ 400 ครั้งและยอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาท ถ้ายื่นภาษีถูกต้องอยู่แล้วก็ไม่มีอะไรต้องกังวล

  5. 05Shopee Lazada ส่งข้อมูลรายได้ร้านค้าให้สรรพากรไหม

    ส่งค่ะ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร แพลตฟอร์มที่จดทะเบียนในไทยและมีรายได้เกิน 1,000 ล้านบาทต่อรอบบัญชี ต้องจัดทำบัญชีพิเศษและส่งข้อมูลรายได้ของผู้ขายให้กรมสรรพากร เริ่มจากรอบบัญชีที่เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2567

  6. 06ไม่ได้ยื่นภาษีมาหลายปี ควรทำอย่างไร

    ควรยื่นแบบย้อนหลังด้วยตัวเองให้เร็วที่สุด และปรึกษาสรรพากรพื้นที่หรือนักบัญชี การยื่นช้ามีเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ และอาจมีเบี้ยปรับ ยิ่งรอนานยิ่งสะสม

  7. 07ยื่นภาษีแม่ค้าออนไลน์ยื่นที่ไหน

    ยื่นออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรหรือแอป D-MyTax ได้ และได้เวลาเพิ่มอีก 8 วันจากกำหนดยื่นแบบกระดาษ ถ้ามีคำถามโทรศูนย์สารนิเทศสรรพากร 1161

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมสรรพากร: คู่มือภาษีบุคคลธรรมดาสำหรับผู้ประกอบการ e-Commerce
  2. กรมสรรพากร: คู่มือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน อัตราภาษี)
  3. กรมสรรพากร: Q&A การให้สถาบันการเงินรายงานข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเฉพาะ (e-Payment)
  4. กรมสรรพากร: อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์มนำส่งบัญชีพิเศษ
  5. กรมสรรพากร: ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ประกอบการ (เกณฑ์ 1.8 ล้านบาท)

แม่กับธุรกิจ